เย็นนี้ ฉันมีนัด

          อันที่จริงก็ไม่ได้อยากไปนัก เพราะใจรู้สึกห่วงงานที่รอคอยอยู่มากมาย แต่ว่าคงไม่เป็นไรหรอก เพื่อนมาจากกรุงเทพทั้งที ได้ไปทักทายเป็นเรื่องเป็นราวก็ดูจะสมควรอยู่ อีกอย่างหนึ่ง ถือว่าเป็นการพักผ่อนเสียบ้าง คงไม่สิ้นเปลืองเวลาอะไรนักหนา

          ราตรีนี้... ยังอีกยาวไกล

          อีกไม่กี่นาทีจะถึงเวลานัด คำนวณเวลาเดินทางจากมหาวิทยาลัยไปร้านอาหารที่นัดไว้ คงไม่ทันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน ต้องไปทั้งทีตัวยังมีกลิ่นสีน้ำมันติดอยู่นี่แหละ ฉันเสยผมซอยสั้นที่ค่อนข้างจะรุงรังให้เข้ารูป ก่อนจะสวมหมวกกันน็อค และเสื้อคลุมหนาสีเขียวขี้ม้าซืดๆตัวเก่ง ที่ใช้กันแดดกันลมเป็นประจำเวลาขี่มอเตอร์ไซค์ อันที่จริงเสื้อตัวนี้คงเป็นของทหารเยอรมันที่ไหนสักคน สังเกตจากธงชาติเล็กๆที่เย็บติดไว้บริเวณแขนเสื้อข้างหนึ่ง ฉันได้มันมาจากตลาดนัดเสื้อผ้ามือสองในราคาไม่กี่สิบบาท คาดว่าเจ้าของเดิมน่าจะเป็นทหารฝรั่งที่ตัวไม่ใหญ่นัก เพราะฉันสามารถสวมมันได้เกือบพอดี และเขาก็คงจะไม่ได้เสียชีวิตขณะที่สวมเสื้อตัวนี้แน่ๆ เพราะสำรวจดูแล้วไม่พบร่องรอยของคราบเลือดแต่อย่างใด...

          เอาเถอะ ฉันไม่สนใจนักหรอก

          มันใช้การได้ดีและราคาถูกแสนถูก นั่นก็เพียงพอแล้ว...

          เสียงเครื่องมอเตอร์ไซค์ดังก้อง ตอนที่เท้ากระแทกคันสตาร์ท ซูซูกิอากิร่าสีดำ ขนาดของมันค่อนข้างจะใหญ่โตกว่ารถมอเตอร์ไซค์รุ่นที่ใกล้เคียงกัน เครื่องสองจังหวะ แรง เร่งดี เวลาได้แซงขึ้นหน้าเมื่อใด ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยสักครั้ง อันที่จริง ฉันค่อนข้างสนุกกับการขับขี่ในความเร็วระดับหนึ่ง ก็การได้อยู่นำหน้าคนอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องที่น่าหลงไหลหรอกหรือ

          ไม่กี่อึดใจ เจ้าอากิร่าก็พาฉันมาถึงร้านที่เป็นที่นัดหมาย ฉันจอดมันไว้ริมถนน ถอดหมวกกันน็อคออก เดินดุ่มเข้าไปในร้าน มองหาคนที่นัดไว้

          ร้านอาหารพื้นเมือง มีชื่อเสียงระดับต้นๆในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ใครที่แวะเวียนมาเชียงใหม่ ก็มักจะได้รับคำแนะนำให้มาลองลิ้มชิมรสอาหารเหนือที่ร้านนี้

          แพง... แต่ช่างมันเถอะ ฉันยักไหล่... ก็นานๆที

          ผู้หญิงผมประบ่าในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ดูสบายๆ โบกมือทักทายจากโต๊ะตัวในสุด ติดริมระเบียง มองเห็นน้ำปิงไหลเอื่อยอยู่เบื้องหน้า ฉันยิ้ม โบกมือตอบแล้วเร่งฝีเท้าเข้าไป

          สวัสดีค่ะพี่พิงค์” ฉันยกมือไหว้เพื่อนรุ่นพี่

          เป็นไงอัยย์ สบายดีไหม” พี่พิงค์ทักทายตอบอย่างเป็นกันเอง

          ข้างๆเธอ มีชายหนุ่มอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือพี่โก้ รุ่นพี่ของฉันที่คณะวิจิตรศิลป์ เรารู้จักพี่พิงค์พร้อมกันตอนไปค่ายศิลปะเมื่อเดือนก่อน แต่หนุ่มอีกคนเป็น “หน้าใหม่” ที่ฉันยังไม่รู้จัก

          อัยย์... นี่พี่วิทย์ เพื่อนพี่ พี่วิทย์เพิ่งจะมาทำงานที่เชียงใหม่ไม่นาน”

          ค่ะ สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้ตามมารยาท ไม่ใคร่สนใจคนหน้าใหม่เท่าใดนัก จะพูดให้ชัดยิ่งขึ้นก็คือ ฉันไม่ใคร่สนใจมนุษย์เท่าใดนักคงจะถูกต้องมากกว่า กระนั้น ก็พอเดาได้ไม่ยากว่า พ่อหนุ่มคนนี้ คงมาตามดูแลพี่พิงค์ด้วยความตั้งใจบางอย่างประสาหนุ่มสาวนั่นแหละ

 

          อาหารยกมาเสริฟไม่นานนักหลังจากนั้น พี่พิงค์และพี่โก้สนทนากันอย่างออกรส ตามประสาคนที่คุยกันถูกคอ ฉันทำอย่างที่เคยชิน... คือ เงียบ... ยิ้ม... อันที่จริงนี่ถือเป็น “ความสุข” อย่างหนึ่ง ความสุขที่ว่า ก็คือการได้นั่งฟัง สังเกตมนุษย์อื่นๆขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน หัวเราะ ขำขันไปพร้อมกับพวกเขา โดยไม่ต้องเสียแรงพูดให้เหนื่อยเปล่า คนส่วนใหญ่มักชอบเป็นผู้พูดมากกว่าผู้ฟังเสมอ สำหรับคนพวกนั้น “ผู้ฟังที่ดี” จึงเป็นคนที่น่ารักน่าคบหาอย่างที่สุด

          แต่เหตุผลสำคัญที่สุด ของการตั้งใจเงียบ... ยิ้ม... ของฉัน ก็คือ การได้กินอย่างสบายอารมณ์ และได้ปล่อยให้ความคิดลอยไกลไปถึงเรื่องอื่นๆที่สำคัญกว่าได้อย่างแนบเนียน...

          เอ่อ... น้องเรียนที่วิจิตรศิลป์เหรอครับ”

          เสียงนุ่มๆ แทรกขึ้นขณะที่ฉันกำลังรื่นรมย์กับความสุขของตัวเอง

          ค่ะ...” ฉันตอบสั้นๆ ยิ้มเล็กน้อยพอเป็นพิธี ก่อนจะเสไปตักอาหารมาใส่ในจานเพิ่มอีก เพื่อจะบอกเป็นนัยว่า อย่ามายุ่งกับช้านนน

          อืม... อร่อย... หวังว่าคืนนี้จะปั่นงานชิ้นสุดท้ายได้คืบหน้าไปมากกว่าเมื่อวาน เพราะจวนถึงเวลาที่จะต้องส่งเต็มแก่แล้ว ถ้าไม่เสร็จขึ้นมาละก็ ตายแน่... เอ้อ... แล้วเรื่องสั้นที่เพิ่งจะลองเขียนไป น่าจะหาใครมาทดลองอ่านดูสักคนนะ ตาเฮียดีไหม...

          แล้วน้องเรียนเอกอะไรหรือครับ...”

          เฮ้อ... ฉันแอบทอดถอนใจอยู่ภายใน แต่ก็ยิ้ม แล้วตอบไปอย่างสุภาพ

          เอกจิตรกรรมค่ะ เป็นรุ่นน้องพี่โก้ค่ะ”

          ฉันยังมั่นคงกับความตั้งใจของตัวเอง ก้มหน้าก้มตากินต่อ เหล่ไปมองพี่โก้และพี่พิงค์ที่หัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน แล้วก็แสร้งหัวเราะเบาๆตามไปด้วย ใจก็นึกถึงไอ้เหมียว ที่น่าจะเป็นผู้อ่านทดลองที่ดีได้อีกคน

          แล้ว... จิตรกรรมนี่ ที่เค้าวาดภาพกันใช่ไหมครับ”

          เฮ้อ... ฉันเริ่มรำคาญ จะอะไรกันนักกันหนาหนอ ผู้ชายคนนี้

          อ้อ ใช่ค่ะ” ตอบรับไปอย่างเสียไม่ได้ แล้วตัดสินใจรีบชิงถามก่อน เพราะเป็นผู้ถามดูจะเหนื่อยน้อยกว่าการเป็นผู้ตอบอยู่มาก

          แล้วพี่ล่ะคะ ทำงานที่ไหนเหรอ”

          ผมเป็นอาจารย์ครับ” เขาบอกรายละเอียดว่าเป็นสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์และบอกถึงต้นสังกัดของตัวเองเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ก่อนจะเล่าเรื่องงานที่ทำอยู่อย่างเพลิดเพลิน เมื่อทำท่าว่าคำตอบกำลังจะสิ้นสุดลง ฉันจึงหยิบแก้วน้ำมาจิบ ก่อนจะชิงเป็นผู้ถามต่ออีก คราวนี้ ควรจะเป็นคำถามที่ให้ต้องตอบยาวๆยิ่งดี

          พี่ชอบอ่านหนังสือมั้ยคะ” แน่นอน เขาตั้งใจตอบยืดยาวถึงแนวหนังสือที่ชอบ นักเขียนที่ชอบ และหลังจากได้คำตอบแล้ว ฉันก็ยังถามต่อไปอีกว่า

          มีหนังสือเล่มไหนที่ชอบที่สุดมั้ยคะ”

          ได้ผล... เขาพูดคุยอย่างออกรส คงชอบอ่านสือไม่น้อย ผู้ชายคนนี้

          ก่อนที่ความต่อเนื่องของคำตอบจะขาดลง ฉันยิงคำถามอีก

          อ้อค่ะ มีหนังสือเล่มหนึ่ง อัยย์กำลังจะหาอ่าน ชื่อเต๋าแห่งฟิสิกส์ แต่เสียดายที่ไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับฟิสิกส์เท่าไหร่... พี่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้มั้ยคะ”

          ฉันตั้งใจยิงโจทย์ไปกว้างๆ แล้วตั้งหลักที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีต่อไป

          ชายหนุ่มกลับมีแววตาเป็นประกายสนุกขึ้นมายิ่งกว่าเดิม บังเอิญเหลือเกินที่เขามีหนังสือเล่มนั้น กลายเป็นว่า เขาอธิบายรายละเอียดของหนังสือที่ฉันกำลังจะหาอ่านได้อย่างเมามัน ด้วยความสนใจที่มีอย่างเต็มที่ในเรื่องราวทำนองนี้ จนฉันเริ่มเกรงใจที่จะเอื้อมไปตักอาหารตรงหน้าเข้าปากขณะที่เขาตั้งอกตั้งใจอธิบายให้ฟัง

          ผมให้ยืมได้นะครับ”

          คนหน้าใหม่ ยังสนุกกับการเล่านั่นเล่านี่ให้ฉันฟังอีกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับหนังสือ ฉันตอบรับและแสดงความเห็นบ้างเป็นระยะ แต่ไม่เหลือโอกาสที่จะกลับไป เงียบ ยิ้ม อย่างมีความสุขตามที่คุ้นชิน

          เฮ้อ... แต่ก็เอาเถอะ หลายอย่างที่เขาพูด ก็สนุกดี

          พี่เขียนเรื่องสั้นด้วยนะครับ ตอนนี้เรื่องแรกเพิ่งจะตีพิมพ์”

          เรื่องสั้นงั้นหรือ...

          ฉันรู้สึกสะดุดใจ... วางช้อนที่กำลังจะตักอาหารเข้าปาก เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของเขาอย่างเต็มตาและเต็มใจ หลังจากการสนทนายืดยาว ฉันเพิ่งได้ “มอง” ผู้ชายตรงหน้าให้ชัด เพียงเพราะประโยคเดียวที่เขาพูดออกมานั้นเอง

          ชายหนุ่มท่าทางอบอุ่น อารมณ์ดี เสียงทุ้มนุ่ม ที่จบท้ายประโยคอย่างสุภาพด้วยคำว่า “ครับ” เสมอ ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายสนุกสนานอยู่ตลอดเวลา เขามักจะยิ้มเวลาที่พูด และมักจะพูดในสิ่งที่ทำให้คนฟังต้องยิ้ม...

          พี่วิทย์” งั้นหรือ... ชักน่าสนใจขึ้นมาแล้วสิผู้ชายคนนี้

          บางที เค้าอาจจะเป็น “ผู้อ่านทดลอง” ให้กับงานของฉันได้...


/อ อ อ อ อ/

 

ฉันวิ่ง วิ่ง และวิ่ง เร็ว... เร็วที่สุดที่จะทำได้ ผละออกให้ไกลจากที่ตรงนั้น

โดยไม่รู้ตัว ฉันยืนอยู่หน้าห้องทำงานของพี่วิทย์ ไฟยังเปิดอยู่ มีเสียงจากเกมคอมพิวเตอร์แว่วมาจากด้านใน

เสียงหายใจหอบถี่ น้ำตานองหน้า ตัวสั่นเทิ้ม ด้วยสภาพเช่นนี้ ฉันก็ยังตัดสินใจเคาะประตูห้อง

ยามนี้... ฉันต้องการใครสักคน เพียงใครสักคน...

ชั่วอึดใจ ประตูเปิดออก แว่บแรกที่เห็นสภาพของฉัน พี่วิทย์มีสีหน้าตกใจ แล้วแววตาของเขาก็อ่อนแสงลง มองฉันอย่างอาทร

อัยย์เหรอ... เป็นอะไร เข้ามาก่อนสิ”

เพียงเห็นชายหนุ่มตรงหน้า ความอดทนทุกอย่างของฉันก็ถึงกาลสิ้นสุด ฉันโผเข้ากอดเขาแล้วปล่อยให้เสียงสะอื้นและน้ำตาไหลรินออกมาอย่างที่ใจต้องการ พี่วิทย์มีท่าทางเก้ๆกังๆอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่อ้อมแขนอบอุ่นทั้งสองข้าง จะโอบล้อมรอบตัวของฉันไว้

ไม่เป็นไรนะ... ไม่เป็นไรแล้ว”

"ขอให้พี่มั่นคงอยู่ตรงนั้นนะคะ.." เสียงเธอสั่นเครือ

 

เสียงจากปลายสายเงียบไปพักใหญ่...

 

"พี่... พี่เป็นหลักให้อัยย์ด้วยนะ.." น้ำเสียงเธอดูไม่มั่นคง "รออัยย์นะ อัยย์ไม่ไปไหนหรอก.."

 

"รอ.. จนกว่าจะถึงวันที่อัยย์กลับมา.."

 

วันนั้นปลายสายอีกด้าน วางลงไปพร้อมกับความรู้สึกสองอย่างของผม

ปะปนกันอยู่ในห้วงคำนึง

 

หนึ่งคือ หัวใจของผมยังคงเต็มไปด้วย ความรักความซื่อตรงที่มีต่อเธอ

มันยังเต็มไปด้วยความหวังและความฝันอันแรงกล้า ฉายชัด สดใสอ่อนเยาว์เสมอ

ถึงสิ่งที่เราสองคนจะกระทำด้วยกัน เมื่อเธอชดใช้ทุนเสร็จ และกลับมา

 

ชีวิตที่ผ่านมาของผมหลายปี ยืนหยัดอยู่กับความฝันอันนั้น

 

..ที่นึกถึงทีไรก็อุ่นใจ.. นึกถึงทีไรก็แอบยิ้ม..

 

ยิ้มให้ตัวเอง และผู้เป็นที่รัก..

 

ยิ้มให้กับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่เป็นสถานที่ของเราสองคนเท่านั้น

สถานที่ไร้ซึ่งกาลเวลา สถานที่ที่สีสันต่างๆสดใหม่ยิ่งกว่าโลกที่เรายืน

 

ณ สถานที่นั้น ผมเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะมีหมอกมัวอะไรเข้ามา

มันไม่มีวันทำให้พลังอันกล้าแกร่งของมือที่จับเอาไว้มั่น

ของเด็กชาย-หญิงสองคนนั้น ปล่อยออกจากกันได้

 

แม้ว่ามีบางครั้ง ผมอยากจะบอกเธอเหลือเกินว่า มีบางเวลาที่ผมเหนื่อยล้า เหงา

และต้องการกำลังใจจากเธอบ้าง แต่ผมก็ไม่กล้าเอ่ยปาก สื่อความในใจออกไป

ด้วยว่า ในใจต้องการที่จะเป็นที่ัพักพิงในด้านความรู้สึกให้แก่เธอ มากกว่าจะเรียกร้องเอามา..

 

ในอีกความรู้สึุกหนึ่ง เมื่อเธอวางสายไป มันยังความรู้สึกกังขา

ไม่เข้าใจให้กับความคลุมเครือที่เธอพูดในสาย รายละเอียดที่เล่าไม่ได้

ตลอดจนถึงน้ำเสียงสั่น ที่ทำให้ความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย แทรกเข้ามาในความคิด

 

แต่จากวันนั้น วันที่เธอเงียบเสียงลงไป ผ่านช่วงเวลาของการพยายาม

ยื่นมือออกไปสัมผัส พยายามเดินไปหาแม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า

จนไร้เรี่ยวแรงที่จะสื่อให้เธอรู้ว่าผมรักเธอเพียงใด แต่ดูเหมือนความรู้สึกของผม

ที่ส่งไป ไร้การตอบรับกลับมา จากมืออันอบอุ่นที่ผมรู้จักมาเสมอ

 

มือที่คอยอยู่เคียงข้าง ทั้งสัมผัสทางกาย และในความรู้สึกเสมอมา

 

ผมสับสน ผมเจ็บปวด ผมถูกตัดขาด

 

ผมรู้สึก.... รู้สึกราวกับเรือใบที่สู้อยู่กับลมมรสุม และพายุ ในทะเลอันบ้าคลั่ง

ของอาร์ดา โดยปราศจากดวงดาวแห่งอิเล็นดิล(Star of Elendil) มาฉายแสงนำทาง...

 

ใช่แล้ว.. มองในแง่หนึ่ง สำหรับผม.. เธอเหมือนดวงดาวแห่งอิเล็นดิล

ดวงดาวที่เกิดจากอัญมณีซิลมาริลอันเจิดจ้า ที่เก็บแสงสว่างต้นกำเนิด

ครั้งที่โลกแห่งอาร์ดา ถูกสร้างขึ้นเมื่อนานแสนนานมาแล้ว...

 

เกิดเป็นแสงสว่างอันไม่เคยดับชั่วนิรันดร์ ส่องนำทางให้แก่ทุกผองผู้

ให้แก่นักเดินทางมาทุกยุคทุกสมัย จวบจนดินแดนอาร์ดา ถูกรู้จัก

ในนามของมิดเดิลเอิร์ธ ในนวนิยายที่มีชื่อเสียงชุดหนึ่ง

ในโลกที่เราทึกทักเองเองว่า คือโลกแห่งความจริง

 

 .........

 

 

 

จนวันนี้... วันที่เธอบอกว่าเธอพร้อม และเธอกลับมา

 

บางทีผมคงจะได้ร่วมรับรู้ความเจ็บปวด ร่วมไปพร้อมกันกับเธอ

บางทีผมคงจะได้บอกให้เธอรับรู้ถึงความว่างเปล่า และหลงทางของผมบ้าง

 

บางที มันอาจจะเป็นวันที่เราได้ก้าวตามจังหวะกันและกันอีกครั้ง

บางทีเข็มนาฬิกาที่หยุดเดินของสองเรา คงจะเคลื่อนไปข้างหน้าอีกครั้ง

 

เหมือนที่เคยเป็นมาเสมอ และจะเป็นไปเช่นนั้นเสมอ

ตราบเท่าที่ลมหายใจของเราสองคน ยังมีในโลกใบนี้.

 

 

 

 

edit @ 12 Jul 2009 15:24:23 by dance-with-love

ค่ำคืนที่ความรักเริงระบำ

posted on 10 Jul 2009 12:53 by dance-with-love

ความรักเริงระบำ

อธิฌลา-พลากร

 

/ ฉากดินเนอร์ที่ร้าน Zense วันที่ ๔ ก.ค. ๕๒ ตอนค่ำ /

 

อธิฌลา :

กลับมาดูแลกัน...”

ฉันพูดออกไป ขอบตาเริ่มรื้นขึ้นจางๆ กระแสบางอย่างเอ่อท้นจนไม่สามารถพูดออกมาเป็นถ้อยคำได้ เราสองคนนั่งกุมมือ พี่วิทย์สวมเสื้อเชิ๊ตสีเหลืองนวลและเน็คไทค์ลายเหลือบสีครีมทอง ชุดเดียวกับที่สวมในวันแต่งงาน เพียงแต่ในวันนี้ไม่มีเสื้อนอกสีเข้มสวมทับ

เหมือนตั้งใจเรียกคืนให้ฉันหวนระลึกถึง วันนั้น ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของเรา...

…..

เมฆฝนดำมืด สีเข้มจนกลืนเข้าเป็นพื้นเดียวกันกับสีของท้องฟ้ายามพลบค่ำ เมฆฝนหนาหนัก เหมือนเกินกำลังจะโอบอุ้มเม็ดฝนและพร้อมจะปลดปล่อยให้มันร่วงพรูลงมาสู่ผืนดินอย่างหมดเรี่ยวแรงจะต้านทาน แรกทีเดียว เราสองคนมองดูมันอย่างกังวล เกรงว่าค่ำคืนสำคัญจะถูกรบกวนด้วยสายฝนที่ไม่ได้เชื้อเชิญ

บนชั้นสิบเจ็ดของห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เป็นที่ตั้งของภัตตาคารหรู ตกแต่งอย่างทันสมัยด้วยการใช้แสง-เงาระบายไล้โครงสร้างที่จงใจให้มีเหลี่ยมมุม เรียบง่าย แต่ก็ดูหรูหราในทีแบบมินิมอลอาร์ต เราเลือกที่นั่ง ชั่งใจระหว่างโต๊ะติดระเบียง เปิดโล่ง มองเห็นภาพตึกรามและแสงไฟยามค่ำคืน กับโต๊ะตัวในห้องโถงปรับอากาศที่ไม่พลุกพล่าน ชวนเคล้าคลอด้วยเสียงดนตรีบอสซาโนว่าพริ้วพราย

ละอองฝนบางเบา ร่วงโปรยลงมาสัมผัสกับใบหน้าและช่วงไหล่เปล่าเปลือยของฉัน

เย็นเยียบ… แต่ก็สดชื่น

ลมแรง... แต่ก็ไม่หนาวเย็นจนเกินไป

เมฆดำดูน่ากลัว… แต่ก็ค่อยๆเคลื่อนคลายออกห่างจากเราสองคนไปทุกที

นั่งข้างนอกเถอะพี่” ฉันตัดสินใจเลือกที่นั่งริมระเบียง แม้จะสุ่มเสี่ยงกับฝนที่อาจจะตก มอง... แล้วก็ยิ้มให้กับเมฆดำ

             …..

             ท้องฟ้าหม่นครึ้ม บดบังแสงทองของพระอาทิตย์ยามเย็นไปเสียสิ้น พลอยทำให้สีม่วงอมแดงที่คอยอาบทาทั่วท้องฟ้ายามพลบ ไม่ปรากฏโฉมให้ชื่นชมเช่นที่เคย ท้องฟ้าในฤดูฝน แม้ไม่พราวพร่างด้วยสีแสงสลับสาย ดังที่เป็นในฤดูร้อน หากสีหม่นของมัน เมื่อมองดูให้ดีก็ชุ่มชื้น นุ่มนวลตา

             บางทีความงามของท้องฟ้าในฤดูฝนอาจจะไม่สามารถสัมผัสรับรู้ด้วยตา หากด้วยความนุ่มนวล ลุ่มลึกในความรู้สึกภายในใจของผู้มอง

             ฉันมองชายหนุ่มตรงหน้า ค้นหาและใคร่รู้ราวกับเพิ่งได้พบเจอกันเป็นครั้งแรก แต่ก็ยินดีและอิ่มเต็มในความอบอุ่นคุ้นเคยไปพร้อมกัน บทสนทนาดำเนินไปอย่างเรียบเรื่อย บอกเล่าเรื่องราวของช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ฉันกับพี่วิทย์ต่างรู้ดีว่า มีถ้อยคำอีกมากมายที่ถูกเก็บกักเอาไว้ในใจเรา รอคอยเพียงห้วงเวลาเหมาะสมที่จะปลดปล่อยให้มันหลั่งไหลพรั่งพรูออกมา ราวกับว่า หัวใจของเราในยามนี้ถูกอัดแน่นด้วยถ้อยคำ ท่วมท้นด้วยความรู้สึก ที่คงไม่ต่างไปจากเมฆฝนหนาหนักเบื้องหน้าเท่าใดนัก

             เราเริ่มต้นอาหารจานหลักชุดปลาดิบและแฮมนานาชนิดที่คัดสรรจากวัตถุดิบชั้นดี ปรุงรสและตกแต่งปราณีตอย่างไม่เร่งรีบ รสชาติชั้นเลิศที่สัมผัสลิ้นประสานเป็นอย่างดีกับรสสัมผัสของบรรยากาศและทัศนียภาพของเมืองใหญ่ยามพลบค่ำ ความมืดเริ่มเข้าครอบคลุม เปิดโอกาสให้แสงไฟสะสวยหลากสีสันเปล่งแสงแข่งกัน ทดแทนแสงใสของดวงดาวในคืนฟ้าครึ้ม

             ระยับวิบ พริบพราว งดงามตา

             อา... วันนี้ ท้องฟ้า คงไม่ได้อยู่ที่เบื้องบนเสียแล้วกระมัง แสงระยิบระยับเหล่านั้น แน่แท้... ทำให้ท้องฟ้าที่แสนห่างไกล กลับอยู่ใกล้เราสองคนเพียงแค่เอื้อมเท่านั้นเอง

             “ขอบคุณมากนะคะ คืนนี้เป็นคืนที่พิเศษมากๆ...”

             ฉันยิ้มอย่างชื่นชมในความละมุนละไมของรูป รส เสียงและสัมผัส ที่โอบประคองผัสสะรับรู้ของฉันเอาไว้โดยรอบ

             “พี่นี่หมัดหนักนะ งานนี้น็อคอัยย์ที่ปลายคางเลย...” ฉันหัวเราะเบาๆ มองไปที่แสงไฟของเมืองใหญ่เบื้องล่างอีกครั้ง

             “ผู้หญิงหลายๆคน คงอยากจะมีช่วงเวลาแบบนี้ กับคนที่เธอรักนะคะ"

             “เหรอ...”

             พี่วิทย์ยิ้ม มองตอบกลับมาด้วยแววตาอ่อนโยน ล้วงมือเข้าไปหยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋ากางเกง

             “อัยย์... พี่มีอะไรจะให้...”

             เขาลุกขึ้น เดินอ้อมมายืนอยู่ด้านหลังของฉัน ก่อนจะโน้มตัวลง บรรจงสวมสายสร้อยประดับจี้พลอยรูปรีสีน้ำตาลอ่อนให้อย่างเบามือ เสร็จแล้วพี่วิทย์ก็ยังยืนโน้มตัวอยู่อย่างนั้น อ้อมแขนที่แข็งแรงและอบอุ่นเอื้อมมาโอบกอดฉันจากด้านหลัง คางสากเล็กน้อยเพราะหนวดที่เริ่มขึ้น แตะที่ไรผมของฉันแนบแน่น กลิ่นกายอันเคยคุ้นและเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอที่ได้ยินจนเคยชิน ทุกครั้งเมื่อนอนซุกตัวแนบหน้าตรงอกของเขา...

             ฉันประหลาดใจ ตื่นเต้น และตื้นตัน ความรู้สึกเอ่อท้นขึ้นมาในใจ พร้อมกับละอองรื้นที่ขอบตาร่วงรินเป็นสายระแก้มทั้งสองข้างอย่างช้าๆ

             ชั่วขณะ ทุกอย่างรอบกายราวกับจะอันตรธานไปสิ้น เหลือไว้เพียงคนสองคนและหัวใจสองดวงที่ประสานแนบชิด สัมผัสโอบกอดกัน โดยปราศจากถ้อยคำเอื้อนเอ่ย หากสามารถรับรู้ “ความ” ได้อย่างกระจ่างแจ้งจากภายใน

             “ขอบคุณมากค่ะพี่...”

             คำขอบคุณสั้นๆด้วยเสียงที่สั่นเครือ เพราะมันเจือความรู้สึกเต็มล้น จนเกินกว่าจะประคองให้น้ำเสียงนิ่งเรียบ หรือหาคำพูดใดมาแทนเทียบได้อย่างเท่าเทียม

             วินาทีนั้น...

             ฉันคิดว่า หัวใจของเราสองคน “พร้อมแล้ว” ที่จะสัมผัสรับรู้ความเจ็บปวดของกันและกัน

             ฉันตัดสินใจเอ่ยปาก บอกเล่าความรู้สึกอ่อนไหวที่เก็บงำไว้ในใจมาเนิ่นนาน

             “อัยย์อยากขอให้พี่รับฟัง ด้วยหัวใจ... ขอพี่ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินถูก-ผิด ดี-เลว...”

             ฉันเริ่มเล่าเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก ความอ่อนไหว ความเจ็บปวดที่ผ่านมา

             พี่วิทย์นั่งนิ่ง ตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ แม้ในหลายครั้ง เรื่องราวที่ฉันเล่า ไม่ต่างไปจากหอกแหลมพุ่งเข้าทิ่มแทงหัวใจของเขา พี่วิทย์ก็ยังเพียรอดทนไม่ลุกหนี ไม่ทักท้วงหรือกล่าวแย้ง มีเพียงเสียงทอดถอนหายใจหนักยาวและแววตาที่ฉายแววปวดร้าวจนต้องเสมองไปที่ทิวทัศน์เบื้องล่างเป็นครั้งคราวเท่านั้น ที่เป็นสัญญาณบอกให้ฉันรับรู้ถึง “หัวอก” ของคนที่นั่งตรงหน้า

             ช่างน่าขันยิ่งนัก อธิฌลา...

             ก็ตัวฉันเองไม่ใช่หรือที่ตั้งใจเอาไว้ว่า การพบเจอกันของเราครั้งนี้ จะเป็นผู้รับฟัง จะเปิดพื้นที่ให้กับเขา กลับมาดูแลความรู้สึกของเขา แต่สิ่งที่เป็นไปและดำเนินอยู่ แตกต่างไปจากความคาดหมายอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มคนนั้น... กำลังนั่งนิ่ง รับฟัง ทำตนเป็นพื้นที่กว้าง เปิดรับ “เรื่องราว” และความรู้สึกของฉันด้วยหัวใจปวดร้าวและสะเทือนไหวของเขา

             เรื่องราวที่ผ่านมาพรั่งพรูดุจสายฝนร่วงโปรย ความเจ็บปวด การพังทลายของฉันในครั้งนั้นถูกฉายซ้ำ และแน่นอนว่าไม่เว้นแม้แต่เรื่องราวความสัมพันธ์ของฉันกับเธอผู้เป็นที่รัก... อิสรานันท์...

             ทุกถ้อยคำล้วนพุ่งตรงออกมาจากหัวใจ เจ็บปวดอย่างไร ทุกข์ใจอย่างไร ประคับประคองดูแลกันมาได้อย่างไร ในครานั้น...

             พี่วิทย์เอื้อมมือมากุมมือของฉัน แว่บหนึ่งฉันมองเห็นรอยรื้นในดวงตาของเขา

             “ก่อนนี้... พี่ไม่รู้ พี่ไม่เคยเข้าใจ... ตอนนี้พี่ได้รู้แล้วว่าอัยย์เจ็บปวดขนาดไหน”

             …..

             “พี่... พี่เสียใจไหม พี่รับได้ไหม...”

             น้ำเสียงของฉันห่วงใยอาทร แต่ฉันก็เลือกที่จะไม่เอ่ยคำขอโทษ ก็ความเจ็บปวดและความรักนั้น เป็นสิ่งที่ผิดหรือเลวร้ายได้ด้วยหรือ

             ฉันเลือกที่จะเสนอให้เขา “รับ”

             รับเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความรู้สึกแท้จริงจากใจ เพราะสำหรับฉัน ผู้มีรักแท้เท่านั้นมิใช่หรือ จึงจะรับสุขและทุกข์ของผู้เป็นที่รักได้จากหัวใจแท้จริง แล้วนี่... มิใช่การท้าทายในรักของพี่วิทย์ โดยเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่ฉันมีและหัวใจทั้งหมดของฉันละหรือ

             “อัยย์...” พี่วิทย์หยุดข่มความรู้สึกเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับมาอย่างมั่นคง

             “พี่ไม่เสียใจเรื่องอิสรานันท์นะ แต่พี่เสียใจมากกว่า เสียใจที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่ได้เป็นคนที่อยู่เคียงข้างอัยย์ในเวลาที่ยากลำบากที่สุด...”

             “ถ้าพี่รู้สักนิด ในวันนั้น พี่จะทำทุกอย่าง เพื่อจะได้ไปหาอัยย์”

             ฉันมองตอบ ราวกับจะสืบค้นเข้าไปให้ลึกที่สุด

             “กลับมาเถอะนะอัยย์ พี่ไม่มีทางปล่อยให้อัยย์ต้องโดดเดี่ยวอย่างนั้นอีกแล้ว”

             แววตาเชื่อมั่น แม้จะมีความเจ็บปวดเจืออยู่ในนั้น มองตรงมาที่ฉันอย่างแน่วแน่ เสียงเพลงแจ๊ซทำนองนุ่มนวลแว่วมาเบาๆ เมฆฝนที่ลอยห่างเคลื่อนไป เริ่มไกลจากและเลือนพ้น จนพระจันทร์ข้างขึ้นสบช่องให้ได้อวดแสงนวลเย็นส่องสว่างกระจ่างทั่วทั้งผืนฟ้า

             “ค่ะ...” ฉันรับคำอย่างมั่นคงเฉกกัน เสียงฉันสั่นเครือเล็กน้อย

             “กลับมาดูแลกัน...”

             …..

             เนิ่นนานเท่าใดไม่รู้เลย เราปล่อยให้เวลาเลยผ่านไปอย่างช้าๆ ปล่อยให้มือที่เกาะกุมกันไว้ส่งผ่านไออุ่นจากหัวใจดวงหนึ่งไปสู่หัวใจอีกดวง ต่างเติมสิ่งที่ขาดหายไปแสนนานให้เต็มเปี่ยมขึ้นมาอีกครั้ง

             “พี่วิทย์คะ... รัก แต่อย่าครอบครองควบคุมได้ไหม” ฉันรวบรวมความกล้า ถามในสิ่งที่คั่งค้างในใจ ด้วยเกรงว่าต่อไป เขาจะไม่ให้ฉันได้มีโอกาสพบเจอกับอิสรานันท์อีก

             “รักของพี่ ไม่ใช่ครอบครองนะอัยย์” พี่วิทย์ตอบกลับมาทันควัน

             “รักของพี่...”

             เขาหยุดนิ่งไปชั่วครู ราวกับจะเค้นถ้อยคำจากปากให้มั่นคงตรงจากใจที่สุด

             “คือการได้เคลื่อนไปในจังหวะเดียวกันกับเธอ…”

             ด้วยคำตอบนั้น ฉันนิ่งงัน

             หมดสิ้นแล้ว ซึ่งถ้อยคำที่จะต่อความ

             พี่แน่มาก พี่แน่จริงๆ หัวใจของพี่...

             ค่ำคืนหนึ่งผ่านพ้นไป สำหรับใครหลายคน มันอาจเป็นเพียงคืนหนึ่ง ไม่ต่างจากคืนอื่นๆที่เคยคุ้น สำหรับหลายคน มันอาจเป็นคืนพิเศษ คืนแสนสนุก หรือคืนที่เดียวดาย...

             แต่สำหรับฉัน ในคืนนี้...

             เป็นค่ำคืนที่หัวใจของฉัน ได้น้อมคารวะและ “นับถือ” ความรักและหัวใจของผู้ชายคนหนึ่งจากเบื้องลึกที่สุดของมันอย่างแท้จริง

             “ค่ะ... เราจะกลับมาดูแลกัน...”


/อ อ อ อ อ/

edit @ 19 Jul 2009 09:57:27 by dance-with-love

edit @ 19 Jul 2009 12:54:43 by dance-with-love

edit @ 20 Jul 2009 00:02:17 by dance-with-love

edit @ 20 Jul 2009 00:03:04 by dance-with-love