การพบกันครั้งแรก อธิฌลา-พลากร
posted on 19 Jul 2009 23:40 by dance-with-loveเย็นนี้ ฉันมีนัด
อันที่จริงก็ไม่ได้อยากไปนัก เพราะใจรู้สึกห่วงงานที่รอคอยอยู่มากมาย แต่ว่าคงไม่เป็นไรหรอก เพื่อนมาจากกรุงเทพทั้งที ได้ไปทักทายเป็นเรื่องเป็นราวก็ดูจะสมควรอยู่ อีกอย่างหนึ่ง ถือว่าเป็นการพักผ่อนเสียบ้าง คงไม่สิ้นเปลืองเวลาอะไรนักหนา
ราตรีนี้... ยังอีกยาวไกล
อีกไม่กี่นาทีจะถึงเวลานัด คำนวณเวลาเดินทางจากมหาวิทยาลัยไปร้านอาหารที่นัดไว้ คงไม่ทันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน ต้องไปทั้งทีตัวยังมีกลิ่นสีน้ำมันติดอยู่นี่แหละ ฉันเสยผมซอยสั้นที่ค่อนข้างจะรุงรังให้เข้ารูป ก่อนจะสวมหมวกกันน็อค และเสื้อคลุมหนาสีเขียวขี้ม้าซืดๆตัวเก่ง ที่ใช้กันแดดกันลมเป็นประจำเวลาขี่มอเตอร์ไซค์ อันที่จริงเสื้อตัวนี้คงเป็นของทหารเยอรมันที่ไหนสักคน สังเกตจากธงชาติเล็กๆที่เย็บติดไว้บริเวณแขนเสื้อข้างหนึ่ง ฉันได้มันมาจากตลาดนัดเสื้อผ้ามือสองในราคาไม่กี่สิบบาท คาดว่าเจ้าของเดิมน่าจะเป็นทหารฝรั่งที่ตัวไม่ใหญ่นัก เพราะฉันสามารถสวมมันได้เกือบพอดี และเขาก็คงจะไม่ได้เสียชีวิตขณะที่สวมเสื้อตัวนี้แน่ๆ เพราะสำรวจดูแล้วไม่พบร่องรอยของคราบเลือดแต่อย่างใด...
เอาเถอะ ฉันไม่สนใจนักหรอก
มันใช้การได้ดีและราคาถูกแสนถูก นั่นก็เพียงพอแล้ว...
เสียงเครื่องมอเตอร์ไซค์ดังก้อง ตอนที่เท้ากระแทกคันสตาร์ท ซูซูกิอากิร่าสีดำ ขนาดของมันค่อนข้างจะใหญ่โตกว่ารถมอเตอร์ไซค์รุ่นที่ใกล้เคียงกัน เครื่องสองจังหวะ แรง เร่งดี เวลาได้แซงขึ้นหน้าเมื่อใด ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยสักครั้ง อันที่จริง ฉันค่อนข้างสนุกกับการขับขี่ในความเร็วระดับหนึ่ง ก็การได้อยู่นำหน้าคนอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องที่น่าหลงไหลหรอกหรือ
ไม่กี่อึดใจ เจ้าอากิร่าก็พาฉันมาถึงร้านที่เป็นที่นัดหมาย ฉันจอดมันไว้ริมถนน ถอดหมวกกันน็อคออก เดินดุ่มเข้าไปในร้าน มองหาคนที่นัดไว้
ร้านอาหารพื้นเมือง มีชื่อเสียงระดับต้นๆในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ใครที่แวะเวียนมาเชียงใหม่ ก็มักจะได้รับคำแนะนำให้มาลองลิ้มชิมรสอาหารเหนือที่ร้านนี้
แพง... แต่ช่างมันเถอะ ฉันยักไหล่... ก็นานๆที
ผู้หญิงผมประบ่าในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ดูสบายๆ โบกมือทักทายจากโต๊ะตัวในสุด ติดริมระเบียง มองเห็นน้ำปิงไหลเอื่อยอยู่เบื้องหน้า ฉันยิ้ม โบกมือตอบแล้วเร่งฝีเท้าเข้าไป
“สวัสดีค่ะพี่พิงค์” ฉันยกมือไหว้เพื่อนรุ่นพี่
“เป็นไงอัยย์ สบายดีไหม” พี่พิงค์ทักทายตอบอย่างเป็นกันเอง
ข้างๆเธอ มีชายหนุ่มอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือพี่โก้ รุ่นพี่ของฉันที่คณะวิจิตรศิลป์ เรารู้จักพี่พิงค์พร้อมกันตอนไปค่ายศิลปะเมื่อเดือนก่อน แต่หนุ่มอีกคนเป็น “หน้าใหม่” ที่ฉันยังไม่รู้จัก
“อัยย์... นี่พี่วิทย์ เพื่อนพี่ พี่วิทย์เพิ่งจะมาทำงานที่เชียงใหม่ไม่นาน”
“ค่ะ สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้ตามมารยาท ไม่ใคร่สนใจคนหน้าใหม่เท่าใดนัก จะพูดให้ชัดยิ่งขึ้นก็คือ ฉันไม่ใคร่สนใจมนุษย์เท่าใดนักคงจะถูกต้องมากกว่า กระนั้น ก็พอเดาได้ไม่ยากว่า พ่อหนุ่มคนนี้ คงมาตามดูแลพี่พิงค์ด้วยความตั้งใจบางอย่างประสาหนุ่มสาวนั่นแหละ
อาหารยกมาเสริฟไม่นานนักหลังจากนั้น พี่พิงค์และพี่โก้สนทนากันอย่างออกรส ตามประสาคนที่คุยกันถูกคอ ฉันทำอย่างที่เคยชิน... คือ เงียบ... ยิ้ม... อันที่จริงนี่ถือเป็น “ความสุข” อย่างหนึ่ง ความสุขที่ว่า ก็คือการได้นั่งฟัง สังเกตมนุษย์อื่นๆขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน หัวเราะ ขำขันไปพร้อมกับพวกเขา โดยไม่ต้องเสียแรงพูดให้เหนื่อยเปล่า คนส่วนใหญ่มักชอบเป็นผู้พูดมากกว่าผู้ฟังเสมอ สำหรับคนพวกนั้น “ผู้ฟังที่ดี” จึงเป็นคนที่น่ารักน่าคบหาอย่างที่สุด
แต่เหตุผลสำคัญที่สุด ของการตั้งใจเงียบ... ยิ้ม... ของฉัน ก็คือ การได้กินอย่างสบายอารมณ์ และได้ปล่อยให้ความคิดลอยไกลไปถึงเรื่องอื่นๆที่สำคัญกว่าได้อย่างแนบเนียน...
“เอ่อ... น้องเรียนที่วิจิตรศิลป์เหรอครับ”
เสียงนุ่มๆ แทรกขึ้นขณะที่ฉันกำลังรื่นรมย์กับความสุขของตัวเอง
“ค่ะ...” ฉันตอบสั้นๆ ยิ้มเล็กน้อยพอเป็นพิธี ก่อนจะเสไปตักอาหารมาใส่ในจานเพิ่มอีก เพื่อจะบอกเป็นนัยว่า อย่ามายุ่งกับช้านนน
อืม... อร่อย... หวังว่าคืนนี้จะปั่นงานชิ้นสุดท้ายได้คืบหน้าไปมากกว่าเมื่อวาน เพราะจวนถึงเวลาที่จะต้องส่งเต็มแก่แล้ว ถ้าไม่เสร็จขึ้นมาละก็ ตายแน่... เอ้อ... แล้วเรื่องสั้นที่เพิ่งจะลองเขียนไป น่าจะหาใครมาทดลองอ่านดูสักคนนะ ตาเฮียดีไหม...
“แล้วน้องเรียนเอกอะไรหรือครับ...”
เฮ้อ... ฉันแอบทอดถอนใจอยู่ภายใน แต่ก็ยิ้ม แล้วตอบไปอย่างสุภาพ
“เอกจิตรกรรมค่ะ เป็นรุ่นน้องพี่โก้ค่ะ”
ฉันยังมั่นคงกับความตั้งใจของตัวเอง ก้มหน้าก้มตากินต่อ เหล่ไปมองพี่โก้และพี่พิงค์ที่หัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน แล้วก็แสร้งหัวเราะเบาๆตามไปด้วย ใจก็นึกถึงไอ้เหมียว ที่น่าจะเป็นผู้อ่านทดลองที่ดีได้อีกคน
“แล้ว... จิตรกรรมนี่ ที่เค้าวาดภาพกันใช่ไหมครับ”
เฮ้อ... ฉันเริ่มรำคาญ จะอะไรกันนักกันหนาหนอ ผู้ชายคนนี้
“อ้อ ใช่ค่ะ” ตอบรับไปอย่างเสียไม่ได้ แล้วตัดสินใจรีบชิงถามก่อน เพราะเป็นผู้ถามดูจะเหนื่อยน้อยกว่าการเป็นผู้ตอบอยู่มาก
“แล้วพี่ล่ะคะ ทำงานที่ไหนเหรอ”
“ผมเป็นอาจารย์ครับ” เขาบอกรายละเอียดว่าเป็นสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์และบอกถึงต้นสังกัดของตัวเองเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ก่อนจะเล่าเรื่องงานที่ทำอยู่อย่างเพลิดเพลิน เมื่อทำท่าว่าคำตอบกำลังจะสิ้นสุดลง ฉันจึงหยิบแก้วน้ำมาจิบ ก่อนจะชิงเป็นผู้ถามต่ออีก คราวนี้ ควรจะเป็นคำถามที่ให้ต้องตอบยาวๆยิ่งดี
“พี่ชอบอ่านหนังสือมั้ยคะ” แน่นอน เขาตั้งใจตอบยืดยาวถึงแนวหนังสือที่ชอบ นักเขียนที่ชอบ และหลังจากได้คำตอบแล้ว ฉันก็ยังถามต่อไปอีกว่า
“มีหนังสือเล่มไหนที่ชอบที่สุดมั้ยคะ”
ได้ผล... เขาพูดคุยอย่างออกรส คงชอบอ่านสือไม่น้อย ผู้ชายคนนี้
ก่อนที่ความต่อเนื่องของคำตอบจะขาดลง ฉันยิงคำถามอีก
“อ้อค่ะ มีหนังสือเล่มหนึ่ง อัยย์กำลังจะหาอ่าน ชื่อเต๋าแห่งฟิสิกส์ แต่เสียดายที่ไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับฟิสิกส์เท่าไหร่... พี่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้มั้ยคะ”
ฉันตั้งใจยิงโจทย์ไปกว้างๆ แล้วตั้งหลักที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีต่อไป
ชายหนุ่มกลับมีแววตาเป็นประกายสนุกขึ้นมายิ่งกว่าเดิม บังเอิญเหลือเกินที่เขามีหนังสือเล่มนั้น กลายเป็นว่า เขาอธิบายรายละเอียดของหนังสือที่ฉันกำลังจะหาอ่านได้อย่างเมามัน ด้วยความสนใจที่มีอย่างเต็มที่ในเรื่องราวทำนองนี้ จนฉันเริ่มเกรงใจที่จะเอื้อมไปตักอาหารตรงหน้าเข้าปากขณะที่เขาตั้งอกตั้งใจอธิบายให้ฟัง
“ผมให้ยืมได้นะครับ”
คนหน้าใหม่ ยังสนุกกับการเล่านั่นเล่านี่ให้ฉันฟังอีกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับหนังสือ ฉันตอบรับและแสดงความเห็นบ้างเป็นระยะ แต่ไม่เหลือโอกาสที่จะกลับไป เงียบ ยิ้ม อย่างมีความสุขตามที่คุ้นชิน
เฮ้อ... แต่ก็เอาเถอะ หลายอย่างที่เขาพูด ก็สนุกดี
“พี่เขียนเรื่องสั้นด้วยนะครับ ตอนนี้เรื่องแรกเพิ่งจะตีพิมพ์”
เรื่องสั้นงั้นหรือ...
ฉันรู้สึกสะดุดใจ... วางช้อนที่กำลังจะตักอาหารเข้าปาก เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของเขาอย่างเต็มตาและเต็มใจ หลังจากการสนทนายืดยาว ฉันเพิ่งได้ “มอง” ผู้ชายตรงหน้าให้ชัด เพียงเพราะประโยคเดียวที่เขาพูดออกมานั้นเอง
ชายหนุ่มท่าทางอบอุ่น อารมณ์ดี เสียงทุ้มนุ่ม ที่จบท้ายประโยคอย่างสุภาพด้วยคำว่า “ครับ” เสมอ ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายสนุกสนานอยู่ตลอดเวลา เขามักจะยิ้มเวลาที่พูด และมักจะพูดในสิ่งที่ทำให้คนฟังต้องยิ้ม...
“พี่วิทย์” งั้นหรือ... ชักน่าสนใจขึ้นมาแล้วสิผู้ชายคนนี้
บางที เค้าอาจจะเป็น “ผู้อ่านทดลอง” ให้กับงานของฉันได้...
/อ อ อ อ อ/
ฉันวิ่ง วิ่ง และวิ่ง เร็ว... เร็วที่สุดที่จะทำได้ ผละออกให้ไกลจากที่ตรงนั้น
โดยไม่รู้ตัว ฉันยืนอยู่หน้าห้องทำงานของพี่วิทย์ ไฟยังเปิดอยู่ มีเสียงจากเกมคอมพิวเตอร์แว่วมาจากด้านใน
เสียงหายใจหอบถี่ น้ำตานองหน้า ตัวสั่นเทิ้ม ด้วยสภาพเช่นนี้ ฉันก็ยังตัดสินใจเคาะประตูห้อง
ยามนี้... ฉันต้องการใครสักคน เพียงใครสักคน...
ชั่วอึดใจ ประตูเปิดออก แว่บแรกที่เห็นสภาพของฉัน พี่วิทย์มีสีหน้าตกใจ แล้วแววตาของเขาก็อ่อนแสงลง มองฉันอย่างอาทร
“อัยย์เหรอ... เป็นอะไร เข้ามาก่อนสิ”
เพียงเห็นชายหนุ่มตรงหน้า ความอดทนทุกอย่างของฉันก็ถึงกาลสิ้นสุด ฉันโผเข้ากอดเขาแล้วปล่อยให้เสียงสะอื้นและน้ำตาไหลรินออกมาอย่างที่ใจต้องการ พี่วิทย์มีท่าทางเก้ๆกังๆอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่อ้อมแขนอบอุ่นทั้งสองข้าง จะโอบล้อมรอบตัวของฉันไว้
“ไม่เป็นไรนะ... ไม่เป็นไรแล้ว”